2008/Jan/01

2007/Sep/14

ยุทธกีฬานักศึกษาวิชาทหาร สุดยอด รด. พันธุ์แกร่ง เป็นกิจกรรมสำหรับ นศท. ที่ หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง ได้จัดขึ้นเพื่อปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอนวิชาทหาร ให้มีความสนุกสนาน เร้าใจและน่าติดตาม เหมาะสำหรับ นศท. ที่มีอายุระหว่าง ๑๖-๑๘ ปีซึ่งเป็นวัยที่มีพลังเหลือเฟือและต้องการเวทีในการแสดงออก กิจกรรมนี้เป็นการประยุกต์ความรู้ทางวิชาทหารแขนงต่างๆ เข้าด้วยกันในรูปแบบของการแข่งขันกีฬาที่เรียกว่า ยุทธกีฬานักศึกษาวิชาทหาร
สำหรับวัตถุประสงค์อย่างเป็นทางการของ สุดยอด รด. พันธุ์แกร่ง ในปีนี้ มีดังต่อไปนี้
๑.เพื่อพัฒนานโยบายการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตนักศึกษาวิชาทหาร โดยถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา
๒.เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกองทัพเป็นการเผยแพร่ ขีดความสามารถของนศท.ให้เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาประชาชน
๓.เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวนักศึกษาวิชาทหารเอง
๔.เพื่อเป็นการสร้างความอดทนทั้งร่างกายแลจิตใจ ส่งเสริมให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดและอบายมุขอื่น ๆ
๕. เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน
คราวนี้ก็มาถึงประเด็นที่ทุกท่านรอคอย นั่นคือ รายละเอียดการแข่งขันของปีนี้ เนื่องจากมีศูนย์ฝึก หน่วยฝึกต่างจังหวัดโทรเข้ามาถามเป็นจำนวนมาก (ตั้งแต่ต้นปี) ... ได้เลยค่ะ จัดให้ ณ บัดนี้
รูปแบบการจัดการแข่งขันของ รด.พันธุ์แกร่ง ปี ๒ จะแบ่งออกเป็น๒รอบ คือ รอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ โดยในรอบคัดเลือกจะรับสมัครทีม นศท. ชาย และ ทีม นศท. หญิง เฉพาะ ชั้นปีที่ ๒
ประเภท นศท. ชาย จะแบ่งเป็น ๕ กลุ่ม คือ จากส่วนกลาง ๑ กลุ่ม (รับผิดชอบ โดย ศสร.) และ ส่วนภูมิภาค ๔ กลุ่ม (รับผิดชอบ โดย ทภ. ๑-๔) จากนั้นนำมาคัดให้เหลือเพียง๓๒ ทีมที่ดีที่สุด (แบ่งโควต้าให้ส่วนภูมิภาคคัดเลือกไว้ ทภ. ละ ๖ ทีม รวมเป็น ๒๔ ทีมและส่วนกลางคัดเลือกไว้ ๘ ทีม)
ส่วนประเภท นศท.หญิง แบ่งเป็น ๕ กลุ่มเช่นกัน แล้วคัดให้เหลือเพียง๑๖ทีมที่ดีที่สุด (แบ่งโควต้าให้ส่วนภูมิภาค คัดเลือก ทภ. ละ๓ ทีม รวมเป็น ๑๒ ทีม และส่วนกลางคัดเลือกไว้ ๔ ทีม) เพื่อไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศต่อไป
ในการจัดทีมประกอบด้วย นักกีฬา ๑๔ นาย (ตัวจริง ๑๑ นาย สำรอง ๓ นาย) ผู้จัดการทีม ๑ นาย (ผกท.) และผู้ฝึกสอน ๑ นาย (ครูฝึก ของ ศฝ./นฝ.)
ต่อไปเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกท่านต้องทราบและทำความเข้าใจให้ดี นั่นคือ ประเภทของกีฬาที่จะทำการแข่งขัน ซึ่งในปีนี้สำหรับ นศท. หญิงจะตื่นเต้นระทึกใจมากขึ้น เพราะได้บรรจุประเภทกีฬาที่คล้ายคลึงกับ นศท.ชาย (เนื่องจากผ่านการพิสูจน์ทั่วประเทศ โดยชุดตรวจมาตรฐานการฝึกและดิฉันแล้วว่า นศท.หญิง มีความสามารถเทียบเท่าจนถึงขั้นดีกว่า นศท. ชาย) และสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือ เกณฑ์การตัดสินและให้คะแนน โดย นศท. จะต้องแข่งขันตามประเภทกีฬาที่กำหนด ใช้การจับเวลาและความสมบูรณ์เป็นเกณฑ์ตัดสิน ทำเวลาน้อยได้คะแนนมาก (๔๐-๑ ตามลำดับ) ... ต่อไปเราจะไปดูรายละเอียดการแข่งขันกันค่ะ
นศท. ชายแข่งขัน ๘ ประเภทกีฬา คล้ายปีที่แล้ว แต่เพิ่มการขว้างลูกระเบิดเข้ามาและแทนที่การดวลปืนเพนต์บอลด้วยการยิงปืนด้วยกระสุนจริง (ยิงเฉยๆ นะคะไม่ต้องดวลกัน J )
· การวิ่งผลัด ๔ x ๑๐๐ ม. พร้อมเครื่องสนาม หมวกเหล็ก และอาวุธประจำกาย (ปลยบ.๘๘) จัดผู้เข้าแข่งขัน ทีมละ ๔ คน วิ่งผลัดโดยใช้การส่งต่ออาวุธ
· การถอดประกอบอาวุธ (ปลย. เอ็ม ๑๖) ส่งตัวแทนทีมละ ๑ คน งานนี้ไม่ใช่แค่ยืนประกอบอาวุธให้เร็วที่สุดเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการวิ่งเร็ว ความชำนาญและการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อแย่งชิ้นส่วนอาวุธ ปลย.เอ็ม ๑๖ ที่กรรมการจะวางแยกเป็นชิ้นๆ และกองรวมกันไว้ที่โต๊ะกลาง จากนั้นแต่ละคนต้องรีบวิ่งจากโต๊ะของตนมาหยิบชิ้นส่วนครั้งละ ๑ ชิ้นที่โต๊ะกลางซึ่งอยู่ห่างจากทุกโต๊ะประมาณ ๑๐ เมตร จากนั้นประกอบให้เรียบร้อยแล้วบรรจุกระสุนซ้อมรบพร้อมลั่นไก เวลาจะหยุดเมื่อปืนทำงาน
· การเดินแผนที่เข็มทิศส่งตัวแทนทีมละ ๒ คนรับปัญหาจากกรรมการและปฏิบัติตามคำสั่ง ใครไวสุดและผิดน้อยที่สุดรับคะแนนไปเลย
· การวิ่งตัวหนอน เหมือนในรายการทีวีแชมป์เปี้ยน ใช้เชือกคล้องขาของผู้เข้าแข่งขันทั้ง ๑๒ คนเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง (เหมือนตัวหนอน) จากนั้นก็วิ่งแข่งกันไป ระยะทาง ๕๐ ม. ใครได้เวลาน้อยสุดก็รับคะแนนมากสุดลดหลั่นกันไป
· การวิ่งวิบากทหาร ระยะทาง ๒๐๐ เมตร ส่งตัวแทนทีมละ ๑ คน ผู้เข้าแข่งกันจะสวมชุดครึ่งท่อนเสื้อยืดกากีแกมเขียว เมื่อได้ยินสัญญาณให้วิ่งไปตามลู่วิ่ง พอถึงระยะ ๕๐ เมตรจะมีเครื่องแบบฝึก เข็มขัดสนาม สายโยงบ่า กระติกน้ำ วางไว้ให้ รีบแต่งกายให้เรียบร้อยแล้ววิ่งต่อไป พอถึงระยะ ๑๐๐ เมตร ให้ผู้เข้าแข่งขันทาสีพรางหน้า (พรางกลางคืน) แล้ววิ่งต่อไป
ความสนุกยังไม่หมดแค่นั้น พอวิ่งถึงระยะ ๑๕๐ เมตร ให้สวมหมวกเหล็ก หยิบปืนและวิ่งต่อไปอีก ๕ เมตร เพื่อไปกระโดดข้ามรั้วเตี้ยๆ ๓ รั้ว แล้ววิ่งต่อไปอีก ๕ เมตร ไปลอดรั้ว จากนั้นใช้วิธีคลานสูงต่อไปอีก ๕ เมตร เพื่อไปลอดรั้วอันสุดท้าย และเข้าเส้นชัย ...ทุลักทุเลหน่อย แต่ถ้าชนะก็คุ้ม!!
· การยิงปืนด้วยกระสุนจริง จัดมือปืน ๑ นาย เจอกันที่สนามยิงปืนมาตรฐาน ๑,๐๐๐ นิ้ว รับ ปลย.๑๑ พร้อมกระสุนจำนวน ๓๔ นัด โดยท่ายิงมาตรฐาน ๕ ท่า ท่าละ ๕ นัด ใช้ปรับทางปืนอีก ๙ นัด
· การติดต่อสื่อสาร การใช้วิทยุ/การถอดรหัส จัดผู้เข้าแข่งขันทีมละ ๒ คน รับวิทยุ PRC-๗๗ พร้อมรหัสและความถี่ จากนั้นรีบประกอบให้เร็วที่สุด เมื่อใช้งานได้ส่งวิทยุติดต่อกรรมการเพื่อรับปัญหา จากนั้นลูกทีมรับข่าว ถอดรหัส พร้อมกับรีบปฏิบัติตามคำสั่งให้เร็วที่สุด
· การขว้างลูกระเบิดจัดมือขว้างระเบิด ๑ นาย อยู่ห่างเป้าหมายประมาณ ๔๐ ม. และที่ระยะ ๒๐ ม. จะมีรั้วกั้นสูง ๑ ม. ขวางอยู่ การขว้างต้องขว้างข้ามรั้วนี้ด้วย โดยใช้ท่านั่งคุกเข่าในการขว้างลูกระเบิด วัดระยะต่อเมื่อลูกระเบิดลอยข้ามรั้วไปจนถึงจุดที่หยุดกลิ้ง ใกล้เป้าหมายมากที่สุด ได้คะแนนมากที่สุด ถ้าได้เท่ากันให้ขว้างใหม่
นศท. หญิงแข่งขัน ๔ ประเภทกีฬา แข่งขันด้วยกติกาคล้าย นศท. ชาย ในประเภท ถอดประกอบอาวุธ (ปลย.เอ็ม ๑๖) และการวิ่งตัวหนอน ส่วนการวิ่งผลัดทหาร ๔ x ๑๐๐ ม. ใช้อาวุธประจำกาย คือ ปสบ.๘๗ และมีกีฬาพิเศษเฉพาะน้องผู้หญิง ได้แก่ การวิ่งเปลพยาบาล กติกามีดังนี้ค่ะ
· วิ่งเปลพยาบาล ส่งผู้เข้าแข่งขันทีมละ ๕ คน นักกีฬาคนที่ ๑-๔ ประจำที่จุดปล่อยตัว จากนั้นวิ่งไปที่ระยะ ๕๐ ม. จะพบนักกีฬาคนที่ ๕ ซึ่งสมมุติว่าประสบอุบัติเหตุขาหัก ทำการปฐมพยาบาลให้ถูกต้องตามหลักวิชา แล้วเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยเปลไปตามลู่วิ่งจนถึงระยะ ๑๐๐ ม. ทีมใดทำเวลาได้เร็วและไม่พลาดเลยได้คะแนนมากที่สุดไปครอง หากปฐมพยาบาลผิดถือว่าฟาล์ว
หลังจากที่น้องๆ นศท. ทั้งชายและหญิงได้ผ่านสมรภูมิทดสอบความสามารถกันแล้ว ก็จะมีการมอบถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล (ทอง เงิน และทองแดง) พร้อมด้วยประกาศนียบัตร ให้ได้ยืดกันในวันนั้นเลย ส่วนรางวัลชนะเลิศคะแนนรวม จะไปรับมอบ ผ้าแพรแถบประดับธงประจำสถานศึกษา ในวันที่ ๘ ธ.ค.๕๐ ในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตน และสวนสนามของ นศท. ณ ลานอเนกประสงค์ ร.๑๑ รอ.
เท่าที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นแค่การเรียกน้ำย่อยเท่านั้นนะคะ ถ้าคุณผู้อ่านต้องการจะไปสัมผัสกับบรรยากาศของการแข่งขันทั้งภาพและเสียง ขอให้ลองสอบถามข่าวคราวจากศูนย์ฝึก/หน่วยฝึก นศท. หรือสถานศึกษาที่น้องๆ นศท. สังกัดอยู่ ส่วนการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศจะมีขึ้นในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๐ณ สนามกีฬากองทัพบก
การแข่งขันยุทธกีฬาทหาร สุดยอด รด. พันธุ์แกร่ง ในปีที่ ๒ นี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพของ นศท. และยังสะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่ดูแลที่ศูนย์ฝึก/หน่วยฝึกและสถานศึกษามีต่อเยาวชนของชาติ ดิฉันมีความเชื่อว่าผลจากการแข่งขันนี้มิได้เป็นเครื่องชี้วัดความเก่งกล้าสามารถหรือความไร้ประสิทธิภาพของทีม แต่มันจะเป็นบทเรียนชีวิตบทหนึ่งที่น้องๆ นศท. จะได้เรียนรู้และเข้าใจด้วยตัวเองว่า ความรักความสามัคคี และความร่วมแรงร่วมใจเท่านั้นที่จะทำให้ทีมเอาชนะปัญหาและข้อจำกัดไปได้ และสามารถบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ อันเป็นสิ่งสำคัญที่สังคมไทยทุกวันนี้กำลังต้องการ

2007/Jul/22

ความเป็นมา

ประเทศไทยเริ่มมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมาตั้งแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ นับถึง พ.ศ. ๒๕๓๕ มีรัฐรรม นูญ รวม ๑๖ ฉบับ ฉบับที่ ๑๖ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รวมเวลา ๖๕ ปี เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ๑๖ ฉบับ

รัฐธรรมนูญกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง และกำหนดวิธีแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองไว้อย่างแข้งชัด รัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้ปกครองไม่สามรถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใดที่ผู้ปกครองไม่เต็มใจปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องเปลี่ยนให้เป็นไปตามความประสงค์ของตนประเทศไทยจึงมีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง เพราะเป็นเครื่องมือในการปกครองอำนาจ ซึ่งเป็นกรณีที่ตรงข้ามกับกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนรัฐธรรมนูญที่ชนชั้นนำของเขาได้สร้างขึ้นและได้รับความเห็นชอบจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่ในประเทศเลย นับตั้งแต่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. ๑๗๘๗ อาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญที่จำนำมาใช้เป็นหลักในการปกครองอย่างจริงจัง และได้รับการพิทักษ์รักษามิให้ถูกละเมิดหรือล้มเลิกนั้น จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญและเห็นประโยชน์ที่จะได้จากรัฐธรรมนูญนั้น


รัฐธรรมนูญมีความสำคัญในการเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งผู้ปกครองจะละเมิดมิได้และเป็นบทบัญญัติจำกัดหน้าที่ของผู้ปกครอง และป้องกันมิให้ผู้ปกครองใช้อำนาจตามอำเภอใจ รัฐธรรมนูญของบางปรเทศให้รัฐสภามีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหารหรือฝ่ายปกครอง รวมทั้งให้ศาลทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารละเมิดสิทธิ์เสรีภาพของประชาชนด้วย
รัฐธรรมนูญของประเทศไทยบางฉบับ ให้ความสำคัญแก่ผู้ทรงอำนาจในขณะนั้น ได้แก่รัฐธรรมนูญของไทยฉบับแรก ฉบับวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ บัญญัติในมาตรา ๒ ว่า "คณะกรรมการราษฏรอยู่ในฐานะที่จะใช้อำนาจปกครองแทนราษฏรได้เท่าเทียมกับพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญของไทยฉบับวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ บัญญัติไว้ในมาตรา๑๗ ว่า "ให้มีสภานโยบายแห่งชาติ ประกอบด้วยบุคคลในคณะปฏิวัติ" และในมาตรา ๑๘ และ ๒๓ ว่า "สภานโยบายมีอำนาจหน้าที่กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐ" และประธานสภานโยบายแห่งชาติมีอำนาจถวายคำแนะนำต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี
เจตนารมณ์ของคณะราษฎรเมื่อทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คือ ให้ประเทศไทยมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า รัฐธรรมนูญบางฉบับให้ความสำคัญแก่ผู้ทรงอำนาจ ฉะนั้นรัฐธรรมนูญกับระบอบการปกครองมิใช่สิ่งเดียวกัน ประเทศที่มีรัฐ-ธรรมนูญอาจมีการปกครองเป็นแบบเผด็จการหรือแบบประชาธิปไตยก็ได้ สิ่งที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นยึดหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยมีหลักอยู่ ๓ ประการคือ
๑. ให้หลักประกันแก่สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมั่นคง และกำจัดการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารไว้ค่อนข้างมาก
๒. ยกย่องให้รัฐสภา โดยเฉพาะสภา ผู้แทนราษฎรมีอำนาจแต่งตั้ง ทอดถอนและและควบคุมการบริหารงานของคณะรัฐมนตรีไว้มาก
๓. กำหนดให้ข้าราชการประจำเป็นกลางทางการเมือง หรือไม่ให้ข้าราชการประจำเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะเดียวกัน
ทั้งนี้ ต้องประกอบกับการปฏิบัติของนักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนด้วย ว่าได้ปฏิบัติในแนวประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
รัฐธรรมนูญของประเทศไทยแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทคือ ประเภทที่รัฐบาลประกาศใช้เป็นแนวทางในการปกครองประเทศเป็นการชั่วคราว และประเภทที่รัฐบาลประกาศใช้เป็นการถาวรรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีข้อความแตกต่างกัน วางหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้ต่างกัน การศึกษารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ จะทำให้ทราบเจตนาของผู้สร้างรัฐธรรมนูญและมีผลอย่างไรต่อการเมืองการครองของประเทศ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย ฉบับที่ ๑-๔
ฉบับที่ ๑ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕.

ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ มีทั้งหมด ๓๙ มาตรา แบ่งเป็น ๖ หมวดคือ หมวด ๑ ข้อความทั่วไป หมวด ๒ กษัตริย์ หมวด ๔ คณะกรรมการราษฎร และหมวด ๕ ศาล ทั้ง ๕ หมวด มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
๑. อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎร โดยมีกษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎรกรรมการราษฎร และศาลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎร อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
๒. สภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย พระราชบัญญัตินั้นเมื่อพระมหากษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้ว ให้เป็นอันใช้บังคับได้ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจและควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นไปกาลสมัย ดังนี้
สมัยที่ ๑ นับแต่วันใช้ธรรมนูญการปกครองนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะถึงเวลาที่สมาชิดในสมัยที่ ๒ จะเข้าดำรงตำแหน่ง ให้คณะราษฎรซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทน จัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน ๗๐ นาย เป็นสมาชิดในสภา
สมัยที่ ๒ ภายในเวลา ๖ เดือน หรือจนกว่าประเทศเป็นปกติ ให้มีสมาชิกในสภา ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ประเภทที่ ๒ คือผู้ที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วในสมัยที่ ๑ ให้เลือกกันเอง มีจำนวนเท่ากับประเภทที่ ๑
สมัยที่ ๓ เมื่อจำนวนราษฎรทั่วประเทศสอบไล่ได้ชั้นวิชาประถมศึกษา (ป.๔) เกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันใช้ธรรมนูญการปกครองนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และจะไม่มีสมาชิกประเภท ๒ อีกต่อไป
๓. คณะกรรมการราษฎร มีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของรัฐสภา เสนาบดีกระทรวงต่างๆ ต้องรับผิดชอบในการบริหารราชการในกระทรวงต่อคณะกรรมการราษฎร สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกประธานกรรมการราษฎร และประธานกรรมการราษฎร สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกประธานกรรมการราษฎร และประธานกรรมการราษฎรเป็นผู้เลือกกรรมการราษฎร ๑๔ นาย จากสมาชิกรัฐสภา
๔. ศาล เป็นผู้ระงับข้อพิพาทตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ ให้อำนาจแก่สภาผู้แทนราษฎรมากกว่าสถาบันอื่น ๆ ทั้งหมด กล่าวคือ มีอำนาจถอดถอนรัฐมนตรี ซึ่งในธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่า "กรรมการราษฎร" และพนักงานของรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ โดยที่ฝ่ายรัฐมนตรีหรือกรรมการราษฎรไม่มีอำนาจยุบสภา อีกประการหนึ่งถึงแม้จะระบุไว้ในธรรมนูญการปกครองว่า จะมีเลือกตั้งผู้แทนราษฎรภายใน ๖ เดือน ก็ยังมีผู้แทนราษฎรที่คณะราษฎรแต่งตั้งไว้จำนวนเท่ากันและเมื่อครบกำหนด ๑๐ ปี จะมีแต่ผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็เท่ากับเปิดโอกาสให้คณะราษฎรมีอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรถึง ๑๐ ปี
ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวได้มีการยกเลิกไป เมื่ออนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธาน ได้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ฉบับที่ ๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕


ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ดังนั้นจึงถือว่าวันที่ ๑๐ ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญรัฐบาลให้หยุดราชการได้ ๑ วัน มีบทบัญญัติรวม ๖๘ มาตรา ประกอบด้วยบททั่วไปและหมวดต่าง ๆ อีก ๗ หมวด ดังนี้หมวดที่ ๑ พระมหากษัตริย์ หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยาม หมวด ๓ สภาผู้แทนราษฎร หมวด ๔ คณะรัฐมนตรี หมวด ๕ ศาล หมวด ๖ บทสุดท้าย และหมวด ๗ การใช้รัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
๑. อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนี้โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติ ทางสภาผู้แทนราษฎร อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจยุบสภาผู้สภาผู้แทนราษฎร พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป ดำรงตำแหน่งอยู่ในฐานะเหนือการเมือง คือไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องกับการเมือง
๒. บุคคลมีความเสมอภาคและเสรีภาพสมบูรณ์ตามกฎหมาย ทั้งนี้เสรีภาพนั้นต้องไม่ละเมิดต่อบุคคลอื่น
๓. สมาชิดสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ ๔ ปีมีหน้าที่บัญญัติกฎหมายและควบคุมฝ่ายบริหาร มีสิทธิที่จะลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีรายตัวหรือคณะ
๔. คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย
๔.๑ นายกรัฐมนตรี ๑ คน และรัฐมนตรี ๑๔ คน ซึ่งเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
๔.๒ รัฐมนตรีนอกเหนือจากข้อ ๔.๑ ให้เลือกจากผู้มีความชำนาญพิเศษอื่น ๆ ไม่ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ บุคคลในข้อนี้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนคณะรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในทางรัฐธรรมนูญ และต้องออกจากตำแหน่งเมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจเป็นคณะ
๕. ศาล มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี
๖. บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ มีข้อความแย้งหรือขัดแก่รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้น ๆ เป็นโมฆะ สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มาจากคณะรัฐมนตรีหรือมากจากสมาชกสภาผู้แทนราษฎร
๗. การใช้รัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาล กล่าวไว้ว่าเมื่อราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งยังมีการศึกษาไม่จบประถมศึกษาสามัญมากกว่ากึ่งจำนวนทั้งหมด และอย่างช้าต้องไม่เกินกว่าสิบปี นับแต่วันใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก ๒ ประเภท มีจำนวนเท่ากันคือ

สมาชิกประเภทที่ ๑ มาจากผู้ที่ราษฎรเลือกตั้ง
สมาชิกประเภทที่ ๒ ได้แก่ผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้นานถึง ๑๔ ปี มีการแก้ไขเพิ่มเติมถึง ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช ๒๔๘๒ ให้เรียกว่าประเทศไทย และบทแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด ใช้คำว่า "สยาม" ให้ใช้คำว่า "ไทย" แทน
ครั้งที่ ๒ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล พุทธศักราช ๒๔๘๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ยึดอายุเวลาการมีสมาชิกประเภทที่ ๒ ออกไปเป็น ๒๐ ปี
ครั้งที่ ๓ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพุทธศักราช ๒๔๘๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถ้ามีเหตุขัดข้องทำการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ เมื่ออายุสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบสี่ปีแล้วใช้ขยายเวลาเลือกตั้งออกไปเป็นคราวละไม่เกินสองปี
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ ไม่มีบทบัญญัติห้าข้าราชการประจำยุ่งเกี่ยวการการเมือง จึงเป็นผลให้บุคคลสำคัญของคณะราษฎรที่เป็นข้าราชการประจำ สามารถเข้าคุมตำแหน่งทางการเมืองทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญไม่รับรองสิทธิในการตั้งพรคการเมืองจึงทำให้ไม่สามารถรวมพลังเพื่อเสรีภาพในเรื่องอื่น ๆ ได้ รัฐบาลยังได้ออกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญ มีผลให้บุคคลจำนวนหนึ่งถูกจับกุมและลงโทษเพราะละเมิดพระราชบัญญัติดังกล่าว
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งเป็นช่วงสมัยที่ พันตรี ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีและนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ บุคคลทั้งสองพิจารณาว่าสมควรจะเลิกบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ และได้ปรับปรุงแก้ไขใหม่เพราะได้ใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๔ ปี เหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นฉบับที่ ๓
ฉบับที่ ๓ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙
ใช้บังคับเมื่อ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ ๒๔๘๙ มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้น ๙๖ มาตราประกอบด้วย บททั่วไป หมวด ๑ พระมหากษัตริย์ หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ชนชาวไทย หมวด ๓ อำนาจนิติบัญญัติ หมวด ๔ อำนาจบริหาร หมวด ๕ อำนาจตุลาการ หมวด ๖ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๗ บทสุดท้าย และบทเฉพาะกาล มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
๑. อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล
๒. บุคคลมีฐานะเสมอกันทางกฎหมาย มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีเสรีภาพในร่างกาย ทรัพย์สิน การพูด การพิมพ์ การโฆษณา การชุมนุมสาธารณะ การตั้งสมาคม การตั้งคณะพรรคการเมือง การอาชีพ รวมทั้งมีหน้าที่ป้องกันประเทศ ช่วยเหลือราชการ โดยวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
พฤฒสภา ประกอบด้วยสมาชิก ๘๐ คน การเลือกตั้งสมาชิก พฤฒสภาให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยทางอ้อมและลับ ซึ่งปรากฏในบทเฉพาะกาล มาตรา ๙๐ มีองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา ประกอบด้วย ผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในวันสุดท้ายก่อนใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓
ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่ต่ำกว่า ๕ ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งทาง ราชการไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว
สมาชิกภาพของพฤฒสภา มีกำหนดคราวละ ๖ ปี เมื่อครบ ๓ ปี ให้จับสลากออกเปลี่ยนสมาชิกครึ่งหนึ่ง ผู้ที่พ้นวาระมีสิทธิรับเลือกตั้งอีก
สภาผู้แทน การเลือกตั้งสมาชิก ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยตรงและลับจำนวนสมาชิกของสภาผู้แทนขึ้นอยู่กับจำนวนราษฎร กล่าวคือ ถือเกณฑ์ จำนวนราษฎรหนึ่งแสนคนต่อสมาชิกสภาผู้แทน ๑ คน ถ้าจังหวัดใดมีราษฎรเกินกราษฎรเกินเศษของหนึ่งแสนถึงครึ่งหรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งแสน
อายุของสภาผู้แทนมีกำหนดคราวละ ๔ ปี
ถ้ามีการยุบสภา ต้องให้เลือกตั้งสมาชิกใหม่ภายใน ๙๐ วัน
สมาชิกสภาผู้แทนมีสิทธิลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีรายตัวหรือทั้งคณะได้
พฤฒสภาและสภาผู้แทน ให้มีประธานแต่ละสภา องค์ประชุมของแต่ละสภาต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม เมื่อประชุมร่วมกันทั้งสองสภา ให้ประธานพฤฒสภาเป็นประธานและประธานสภาผู้แทนเป็นรองประธาน การงมติให้ถือเสียงข้างมากพฤฒสภาจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมาจากสภาผู้แทน ถ้าเห็นชอบด้วยก็ให้นายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าฯ ถวายให้ลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ถ้าพฤฒสภา ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ถ้าพฤฒสภาให้แก้ไขเพิ่มเติม ก็ส่งพระราชบัญญัติกลับคืนมาให้สภาผู้แทนพิจารณาใหม่ ถ้าสภาผู้แทนยืนยันในร่างพระราชบัญญัตินั้นด้วยคะแนนเสียงมากกว่าครึ่ง ก็ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว
๔. อำนาจบริหาร ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี ๑ คน รัฐมนตรี ๑๐-๑๘ คน ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ และรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาในทางรัฐธรรมนูญในการดำเนินนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องได้รับความไว้วางใจจากรับสภา
๕. อำนาจตุลาการ ผู้พิพากษามีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถดีตามกฎหมาย การแต่งตั้ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน การย้ายและการถอดถอผุ้พิพากษาต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการ
๖. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ด้วยการให้รัฐสภาพิจารณาร่วมกันเป็นสามวาระ การออกเสียงในวาระสามต้องมีคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสองในสาม
๗. บทสุดท้าย ให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบด้วยบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง ให้มีประธานตุลาการหนึ่งคน และตุลาการอีกสิบสี่คน
รัฐธรรมนูญฉบับที่มีแนวทางในการดำเนินการปกครองเป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ กล่าวคือ สมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้ง ให้ประชาชนมีเสรีภาพรวมกันตั้งพรรคการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ เป็นการให้โอกาสรวมกลุ่มเพิ่อรักาาประโยชน์ของตนและถ่วงดุลอำนาจของกลุ่มอื่น อีกประการหนึ่งให้แยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการประจำ
การแยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการประจำทำความไม่พอใจแก่กลุ่มข้าราชการที่มีบทบาททางการเมืองนับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ประกอบกับในระยะนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ พลเอกผิน ชุณหะวัน นำคณะทหารก่อการรัฐประหารในวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ ๒๔๙๐ ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓ หลังจากที่ประกาศใช้ได้เพียง ๑๘ เดือน
ฉบับที่ ๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐
ประกาศใช้ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ ได้ให้มีการอ้างเหตุผลในการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะวิกฤติ ประชาชนได้รับความลำบากเพราะขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ราคาสินค้าสูงขึ้น มีความเสื่อมทรามในศีลธรรม รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่เป็นเหตุให้ประเทศชาติทรุดโทรมจึงขอให้เลิกใช้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะช่วยจรรโลงชาติและบำบัดยุคเข็ญให้เข้าสู่ภาวะปกติ
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๔ มีทั้งหมด ๙๘ มาตรา ประกอบด้วย หมวดทั่วไป หมวด ๑ พระมหากษัตริย์ หมวด ๒
อภิรัฐมนตรี หมวด ๓ สิทธิและหน้าที่ของชนชาวไทย หมวด ๔ อำนาจนิติบัญญัติ หมวด ๕ อำนาจบริหาร หมวด ๖ อำนาจตุลาการ หมวด ๗ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๘ บทสุดท้าย และบทเฉพาะกาล สาระสำคัญคล้ายรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓ มีส่วนที่แตกต่าง ดังนี้
๑. พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ อภิรัฐมนตรีขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
๒. มีอภิรัฐมนตรี จำนวน ๕ นาย ผู้อาวุโสเป็นประธาน ผู้ที่จะมาเป็นอภิรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างลง ต้องเป็นผู้ที่รับราชการมาไม่น้อยกว่า ๒๕ ปี อยู่ในตำแหน่งอย่างต่ำอธิบดีหรือเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไม่น้อยกว่า ๔ ปี
๓. อำนาจนิติบัญญัติ ได้แก่ รัฐสภา ประกอบด้วย วุฒิสภาและสภาผู้แทน
วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกตั้ง มีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทน
สภาผู้แทน ประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้ง ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำคุณสมบัติของผู้แทนต้องมีเชื้อชาติไทย และมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปี
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธาน และกำหนดให้รัฐสภาร่วมประชุมกันในเรื่องต่อไปนี้
๑) การให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ
๒) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติใหม่
๓) พิธีเปิดประชุมรัฐสภา
๔) การลงมติความไว้วางใจในคณะรัฐมนตรี
๕) การให้ความยินยอมในการประกาศสงคราม
๖) การให้ความเห็นชอบแก่หนังสือสัญญาได้แก่ สัญญาสงบศึกและทำหนังสือสัญญาอื่นๆ กับนานาประเทศ
๗) การตีความในรัฐธรรมนูญ
๔. อำนาจบริหาร คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายกรรัฐมนตรี ๑ คน และรัฐมนตรีจำนวน ๑๕-๒๕ คน รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
๕. บทเฉพาะกาล ให้มีวุฒิสภาภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันประกาศให้ใช้รัฐธรรมนูญส่วนการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนให้ถือเกณฑ์จำนวนราษฏรสองแสนคนต่อสมาชิกผู้แทนหนึ่งคนเศษของสองแสนคน ถ้าถึงกึ่งหนึ่งให้ถือว่าเป็นสองแสน วิธีการเลือกตั้งใช้วิธีรวมเขตจังวัด
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๔ มีการแก้ไข ๓ ครั้ง คือ สองครั้งแรกในสมัย นายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี (๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๐-๗ เมษายน ๒๔๙๑) ส่วนครั้งสุดท้ายแก้ไขในสมัยจอมพล. ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีดังมีสาระสังเขป ดังนี้
ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๐ เรื่องวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๔๙๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา ๑๐ คน และจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๔ ประเภทประเภทละ ๕ คน
ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๙๑ เรื่องให้ความคุ้มครองแก่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ



edit @ 2007/07/22 17:35:29